ทิศทางการเมืองไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญ

Freedom House เป็นองค์กร NGO ด้านการวิจัยและวิชาการทางการเมืองของอเมริกา ซึ่งส่งเสริมประชาธิปไตยสไตล์อเมริกัน-ตะวันตก และต่อต้านเผด็จการรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าฟาสซิสต์, คอมมิวนิสต์, หรือเผด็จการทหาร ฯลฯ มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

ทุกๆ ปี Freedom House จะทำรายงาน Freedom in the World เพื่อตรวจวัดระดับสิทธิทางการเมืองกับเสรีภาพพลเมือง (Political Rights + Civil Liberties) ใน 193 ประเทศทั่วโลกและจัดเรตติ้งความเป็นเสรีประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้น แล้วจำแนกออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันกล่าวคือ :-

1) Free หมายถึงประเทศเสรีที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยตั้งมั่น (Established Democracy)

2) Partly Free หมายถึงประเทศกึ่งเสรีที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยระยะผ่าน (Transitional Democracy) และ

3) Not Free หมายถึงประเทศไม่เสรีที่ปกครองในระบอบไม่ประชาธิปไตย (Non-Democracy) หรือนัยหนึ่งเผด็จการ (Dictatorship) นั่นเอง

ปรากฏว่าในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา เรตติ้งประเทศไทยในรายงานดังกล่าวเป็นดังที่ปรากฏในตาราง

(หมายเหตุ : รายงาน Freedom in the World ที่ Freedom House จัดทำขึ้นเผยแพร่ประจำปีใด ย่อมสะท้อนสภาพทางการเมืองของประเทศต่างๆ ที่เป็นอยู่ในปีก่อนหน้านั้น, ความหมายของตัวเลขระดับสิทธิเสรีภาพคือ ตัวเลขยิ่งน้อย = ยิ่งเสรี ตัวเลขยิ่งมาก = ยิ่งไม่เสรี, สัญลักษณ์หัวศรทิ่มลง สะท้อนว่าสภาพย่ำแย่ลงเมื่อเทียบกับปีก่อน, ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.freedomhouse.org)

การที่เรตติ้งของไทยตกอันดับจาก Free อันเป็นสภาพเมื่อปี พ.ศ.2547 มาเป็น Partly Free ในปี พ.ศ.2548 ก็พอเข้าใจได้ว่าคงเป็นเพราะ “ระบอบทักษิณ”

ส่วนที่ล้มคะมำหัวทิ่มต่อในปี พ.ศ.2549 ถัดมาจนถึงขั้นล่างสุด Not Free ก็เห็นทีจะเป็นเพราะ…แหะๆ ….รัฐประหาร 19 กันยาฯ อันน่ารักน่าชังและเผด็จการจุ๋ม (หนวด) จิ๋มของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นี่เอง!

คงต้องยอมรับว่าไทยเราเป็นประเทศที่เรตติ้งตกดิ่งรูดร่วงเร็วมากเป็นประวัติการณ์จาก Free —> Partly Free —> Not Free ในชั่ว 3 ปี อย่างชนิดที่หาประเทศใดในโลกเทียบเคียงได้ยาก อาจถึงกับทำลายสถิติ Guinness World Records เลยทีเดียวเจียว!

ถึงแม้เราอาจจะอยากภูมิใจกับเอกลักษณ์การเปลี่ยนเรตติ้งทางการเมืองจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบไทยๆ ของเรา กระทั่งนายพลบางท่านเสนอให้ถือเอาพม่าและบางประเทศแอฟริกาเป็นตัวแบบ (”คมช.สอนแก้รัฐประหาร ต้องให้บทบาททหารไว้ใน รธน.”, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 4 ส.ค. 2550, www.bangkokbiznews.com/2007/08/04/printenews.php?newsid=87732)

แต่ในฐานะที่เราหลวมตัวเปิดประเทศทำมาค้าขายกับนานาอารยประเทศทั่วโลกมาช้านาน และยังคาดหวังจะกวาดต้อนทัวริสต์นานาชาติเข้ามารีดดอลลาร์ ยูโร และเยนของมันเสียให้เข็ดนั้น เราก็คงต้องตอบคำถามน่ารำคาญจู้จี้กวนใจของชาวโลกเขาว่า ประเทศไทยของยูจะกลับไปสู่เสรีประชาธิปไตยหรือ Free อย่างไร?

โดยผ่านการลงประชามติรับรัฐธรรมนูญ 2550 และจัดเลือกตั้งใหม่ให้ทันปลายปีนี้กระนั้นหรือ?

ถึงตรงนี้เราน่าจะหันไปมองประสบการณ์ของนานาชาติดูเป็นตัวอย่างแนวทาง

บทเรียนการสร้างประชาธิปไตย (democratization) ของนานาประเทศที่เดินเส้นทางเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจาก Not Free —> Partly Free —> Free นั้น ค้นพบข้อสรุปตรงกันว่าปมเงื่อนอยู่ที่ต้องเปลี่ยนกลไกรัฐระบบราชการซึ่งมีบุคลิกแบบฉบับที่อำนาจล้นเหลือ, ไม่ยอมพร้อมรับผิด, และทุจริตฉ้อฉล ตรงกันในระบอบเผด็จการทั้งหลายไปในทิศทาง 3 ประการด้วยกัน กล่าวคือ :-

1) ยกอำนาจการเมืองจากการเลือกตั้งให้อยู่เหนืออำนาจระบบราชการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

2) ทำให้ระบบราชการปลอดการเมืองและกลายเป็นแบบมืออาชีพ

3) ให้ทหารถอยทัพออกจากแวดวงการเมือง กลับสู่ภารกิจการทหารในกรมกองของตน

ทว่าเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามติ 2550 กลับตาลปัตรสวนทวนกระแสทิศทางหลักทั้ง 3 นี้ กล่าวคือ :-

1) ลดทอนอำนาจและอิสระของนักการเมืองจากการเลือกตั้งโดยรวมลง, เพิ่มอำนาจตรวจสอบถ่วงดุลของข้าราชการตุลาการและ “คนดี” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง, และค้ำประกันอิสระโดยสัมพัทธ์ของข้าราชการประจำจากการก้าวก่ายแทรกแซงของนักการเมืองจากการเลือกตั้ง

2) ทำให้ข้าราชการตุลาการเข้าไปยุ่งเกี่ยวพัวพันกับการเมืองมากกว่าเดิม – โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้กระบวนการตุลาการภิวัตน์ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งเกิดขึ้นภายหลังพระราชดำรัส 25 เมษายน พ.ศ.2549 ยกระดับไปเป็น —> กระบวนการตุลาการธิปไตยภายใต้ระบอบการเมืองที่ทหารสร้างขึ้น ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 (judicial review under democratic rule —> judicial rule under military-established political regime)

3) รับรองสิทธิอำนาจของทหารในการใช้กำลังอาวุธตัดสินชี้ขาดว่าใครจะกุมอำนาจอธิปไตยและสร้างระเบียบการเมืองขึ้นใหม่ ว่าเป็นสิ่งชอบด้วยกฎหมาย

อย่างนี้แล้ว การเมืองไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 จะบ่ายหน้าไปสู่ทิศทางไหนก็พอเป็นที่คาดเดาได้….

กล่าวสำหรับ สิทธิเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (constiutional rights & freedom) นับว่าได้ขยายเพิ่มพูนขึ้นมากมายหลายประการดังที่ป่าวร้องโฆษณากันจริงในรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ 2550 เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง 2540

แต่หากมองจากมุมของปรัชญาการเมืองว่าด้วยหลักสิทธิเสรีภาพโดยธรรมชาติ (natural rights & freedom) ซึ่งถือว่าสิทธิเสรีภาพเป็นสมบัติอันมีมาโดยธรรมชาติตั้งแต่เกิดของมนุษยชาติทุกผู้ทุกนามแล้ว คุณค่าของมันก็แตกต่างออกไป

ทั้งนี้ เพราะสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ประสิทธิ์ประสาทให้ด้วยอำนาจปืนนั้น ไม่ว่าจะให้มาล้นเหลือเฟือฟายแค่ไหน เขาจะริบคืนเมื่อใดก็ได้

แต่สิทธิเสรีภาพโดยธรรมชาติ เราต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาและปกป้องไว้ด้วยตัวของเราเอง!